phoenix

The phoenix bird

posted on 05 Dec 2006 09:55 by vannessa
ที่มา www.lostlegacysystems.com/About.htm
The Phoenix of LOST LEGACY


The Phoenix is a unique, lone beautiful bird, the only one of it's kind. It has shimmering feathers of red and gold displaying as bright and dazzling as the sun itself. It is the bird of GOD.

The most interesting thing about the Phoenix is it's immortality which had to be renewed every 500 to 1,000 years. When the end of it's life cycle drew near, the Phoenix would gather aromatic herbs, woods, and spices from around the world with which to build it's own funeral pyre or nest. Sitting in the nest, it would ignite the fire either by fanning it's wings or with the aid of the sun's rays.

It would consume itself in fire, later to be renewed through it's ashes and to embark on another 500 years of life. "Born in flame, ending in flame, just to continue the cycle in 360". The Phoenix is described as either eagle-like or heron-like with gold and red feathers and is considered sacred. The Phoenix is a gentle creature, killing nothing or crushing nothing it touches. One can only exist at a time making it solitary and that one is the System of the LOST LEGACY! The Phoenix is an archetypal symbol of transformation and rebirth that is deeply meaningful for our times.

Just like the Phoenix, we are passing through the fire that destroys the old life and ways of doing things. Through this painful, confusing time, the Phoenix reminds us that we, too, will be reborn from ashes and ascend into a whole glorious new life cycle. Grand Master Le Grand, known as "Phoenix Sensei", has taken the form of the Phoenix here at LOST LEGACY SYSTEMS. Like the Phoenix, he is an individual who stands apart from the rest, a person with rare qualities and triumphing over adversity while rising over the ashes. The Phoenix is symbolic of rebirth, hope, purity, chastity, marriage, faith, constancy, summer, eternity, immortality, and light.

Being that the Phoenix is represented strongly by immortality, resurrection and life after death, it is found in many ways to be a symbol of CHRIST. In chapters 25 to 26 in the Letter to the Corinthians, St. Clement, Bishop of Rome, upheld the legendary Phoenix as an evidence of Christ's ability to accomplish the resurrection of the faithful.

It is quoted in Job as saying," Thou shalt raise up this flesh of mine, which has suffered all these things." Legends of the mythological Phoenix are far-reaching: Egyptian (Benu/Bennu), Greek/Roman (Phoenix), India (Garuda), Arabic, Chinese (Feng-Huang), Japanese (Ho-Oo), Jewish (Milcham), and Native American (Thunder Bird).

Throughout the many cultures the Phoenix represents high virtue, grace, power, prosperity, strength, peace, purity, and life. "From the flaming sword of the cherub a spark into the nest of the bird, which blazed up forthwith.The bird perished in the flames; but from the red egg in the nest there fluttered aloft a new one -- the solitary Phoenix bird."


ที่มา http://manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9490000146409

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

นกยักษ์ Diatryma

นกช้าง

นก phoenix

นกยักษ์ Phororhacos

เทพนิยายของคนทุกชาติมักมีเรื่องเล่าหรือนิทานที่กล่าวถึง สัตว์มหัศจรรย์ เช่น กิเลน มังกร พญานาค นกยักษ์ อสูร เทวดาหรือนางฟ้า เป็นต้น

ในประเด็นนกมหัศจรรย์ รามเกียรติ์ไทย มีครุฑ ซึ่งเป็นพญานกมีหัวเหมือนนกอินทรี แต่มีตัวเหมือนคน และมีปีกที่บินได้ ครุฑนี้ชอบกินนาค ดังในเรื่องที่ว่า เมื่อพระรามเห็นทหารวานรต้องศรนาคบาศล้มลงเกลื่อนกลาด และเห็นพระลักษณ์ถูกนาครัดแน่น จนพระรามทรงฉุดกระชากนาคอย่างไรก็ไม่ขยับเขยื้อน พระรามจึงทรงโศกเศร้าเสียพระทัยจนสลบ ร้อนถึงสุเทพกับพิเภกต้องทูลบอกพระรามเมื่อฟื้นว่า ให้แผลงศรพลายวาดไปหาครุฑชื่อ พระยามสุบรรณราช พระรามจึงแผลงศรเสียงลั่นสนั่นพิภพ พระยาสุบรรณราชก็รู้จึงบินมาช่วย เมื่อนาคเห็นครุฑก็คลายการรัดแล้วเลื้อยหนีไป คนไทยในวันนี้ใช้ครุฑเป็นสัญลักษณ์แทบองค์พระมหากษัตริย์ และราชการ ครุฑในนิทานฮินดูบางครั้งก็สามารถปลอมตัวเป็นมนุษย์ได้ เช่น เรื่องกากี พญาครุฑได้ปลอมตัวมาเล่นสกาแข่งกับกษัตริย์ แล้วลักพานางกากีหนี ครุฑในตำนานฮินดูนี้ มีใบหน้าขาว ปากแดง และลำตัวมีสีเขียว แต่มีแขนคน และขานก นิทานอินเดียก็มีครุฑซึ่งสามารถบินจากขอบหนึ่งของจักรวาล ไปยังอีกขอบหนึ่งได้สบายๆ มันชอบกินงูพิษโดยไม่เป็นอันตรายใดๆ ส่วนคนอินโดนีเซีย เห็นครุฑว่าเป็นสัตว์ปีกที่แข็งแรง และมีความมุ่งมั่นสูง อีกทั้งมีชีวิตที่หรูหรา จึงนำครุฑมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของสายการบินประจำชาติ

เทพนิยายอาหรับและเปอร์เซียมีนก phoenix ซึ่งเป็นนกนำมาซึ่งความสุขที่ตัวมีลักษณะคล้ายนกกระสา แต่มีขนสีแดงและมีเสียงไพเราะ แต่เวลาใกล้ตายมันจะส่งเสียงโหยหวน นกชนิดนี้มีอายุยืนถึง 540 ปี มันกินแสงอาทิตย์และน้ำค้างเป็นอาหาร และเมื่อใกล้เวลาตาย มันจะสร้างรังด้วยไม้หอมให้แสงอาทิตย์แผดเผาจนรังลุกไหม้ แล้วใช้ปีกกระพือลมโหมไฟจนตัวมันและรังถูกไฟเผาเป็นขี้เถ้ากองกูณฑ์ ที่สามารถทำให้คนที่ตายไปแล้วฟื้นได้อีก จากนั้นอีกสามวันต่อมา ในเถ้ามีหนอนที่ออกไข่ ซึ่งภายในมีลูกนก phoenix นั่นเอง มันได้ฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ phoenix จึงเป็นสัญลักษณ์ของความอมตะ นั่นคือ การมีชีวิตไม่รู้ดับ

นิทานอาหรับเรื่องหนึ่งพันหนึ่งราตรีที่เขียนขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 13 ก็มี นกยักษ์ชื่อ roc ซึ่งมีพลังมากจนสามารถคาบช้างทั้งตัวไปกินได้ และ roc เป็นทาสของยักษ์ที่อยู่ในตะเกียงวิเศษของ Aladdin นกนี้บทบาทมากในเรื่องการผจญภัยของ Sinbad คือเมื่อ Sinbad เดินทางผจญภัยไปกับเรือและลูกเรือได้พบเกาะที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ จึงเดินสำรวจและได้เห็นไข่ของนก roc ฟองหนึ่งที่กำลังฟักเป็นตัว ทั้งๆ ที่ Sinbad ห้าม ลูกเรือก็ไม่ฟัง ต่างพากันเอาขวาน และค้อน ทุบไข่นกจนแตก แล้วฆ่าลูกนกเอาเนื้อย่างไฟกิน ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่กำลังสว่างก็สลัวมืด เพราะมีเงาดำปกคลุม กะลาสีเรือต่างพากันวิ่งขึ้นเรือหนีด้วยความกลัว แต่แม่นก roc ได้คาบหินก้อนใหญ่ทุ่มใส่เรือจนเรือแตกละเอียด ทำให้เหล่ากะลาสีจมน้ำตายหมด เหลือแต่ Sinbad คนเดียวที่เล็ดลอดหนีมาได้

ชาวอินเดียนแดงในทวีปอเมริกาเหนือ มีนก thunderbird ที่มีช่วงปีกยาวถึง 8 เมตร และเวลามันบิน แรงกระพือของปีกที่ทรงพลังสามารถทำให้เกิดพายุทอร์นาโดและฟ้าร้องได้ ส่วนปรากฏการณ์ฟ้าแลบนั้น ชาวอินเดียนแดงเชื่อว่า เกิดจากแสงอาทิตย์เวลาสะท้อนจากดวงตาของนกชนิดนี้

การมีนกประหลาดในเทพนิยายของคนทุกชาติเช่นนี้ ได้ทำให้นักชีววิทยาครุ่นคิดมาเป็นเวลานานแล้วว่า โลกมีนกเหล่านี้จริงหรือไม่ หรือเคยมี แต่ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว และก็ได้ข้อสรุปว่า โลกไม่มีนก phoenix แน่ๆ ส่วนนก roc นั้น อาจเป็นนกช้าง (Aepyornis) ที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะ Madagascar จนกระทั่งเมื่อ 500 ปีก่อน แล้วมันก็สูญพันธุ์ไป การศึกษาซากกระดูกที่นักชีววิทยาสัตว์ดึกดำบรรพ์ขุดพบ แสดงให้เห็นว่า นกช้าง (elephant bird) ที่บินไม่ได้นี้สูง 3 เมตร และหนักประมาณ 150 กิโลกรัม ณ วันนี้ นกช้างได้สูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ก็มีนก emu ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดของมันหลงเหลืออยู่บนโลก

การศึกษาซากนกยักษ์ดึกดำบรรพ์ที่บินไม่ได้ ทำให้นักชีววิทยาปัจจุบันรู้ว่า เมื่อ 50 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นยุค Eocene ในทวีปอเมริกาใต้ มีนกยักษ์ Diatryma เดินเพ่นพ่านมากมาย นกชนิดนี้มีลำตัวสั้น จึงมีคอและจะงอยปากที่แข็งแรง ปีกมีขนาดเล็กทำให้บินไม่ได้ มีขาที่แข็งแรง (ขามีนิ้วเท้า 4 นิ้ว) ทำให้สามารถวิ่งได้เร็ว ส่วนกะโหลกศีรษะของนกชนิดนี้มีความยาวถึง 45 เซนติเมตร ณ วันนี้ Diatryma ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ก็มีนก cariama ซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของมันอาศัยอยู่ในบราซิล

นกยักษ์ Phororhacos เป็นนกยักษ์ที่น่ากลัวอีกชนิดหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ มีลำตัวสูง ตั้งแต่ 1 - 3 เมตร ตามชนิดของมัน กะโหลกศีรษะมีขนาดใหญ่ และยาวประมาณ 30 เซนติเมตร จะงอยปากมีลักษณะโค้งคล้ายตะขอ แต่ไม่มีฟัน ถึงกระนั้นมันก็ชอบกินสัตว์เป็นอาหาร การมีปีกที่บินไม่ได้ ทำให้มันมีเท้าที่แข็งแรง จึงวิ่งได้เร็ว Phororhacos เคยมีชีวิตอยู่ใน Patagonia ในยุค Cenozoic คือ เมื่อ 62 - 2.5 ล้านปีก่อน การศึกษาซากนกชนิดนี้ โดย Florentino Ameghino นักสัตววิทยาชาว Argentina ทำให้เรารู้ว่า นกนี้อยู่ใน Phylum : Chordata, Class : Aves, Order : Gruiformes และ Family : Phorusrhacidae ณ วันนี้ ญาติที่ไกลห่างของมัน คือ นก seriema

ใน New Zealand ก็มีนกยักษ์ที่บินไม่ได้ คือ นก Dinornithidae ซึ่งเป็นต้นตระกูลของนก moa ที่สูญพันธุ์ไปแล้วเช่นกัน นกดึกดำบรรพ์นี้สูง 3 เมตร มีกระดูกศีรษะค่อนข้างเล็ก จะงอยปากสั้น การขุดพบสุสานของนกชนิดนี้ทำให้เรารู้ว่า มันมีขนหลายสี และออกไข่ ที่มีความยาว 30 เซนติเมตร และกว้าง 20 เซนติเมตร และการที่มันสูญพันธุ์เพราะชนเผ่า Maori เมื่อ 500 ปีก่อน ชอบจับนก moa ไปกินเนื้อ และขโมยไข่มันไปเป็นอาหาร จนมันสูญพันธุ์ในที่สุด

ในวารสาร Nature ฉบับที่ 443 ประจำวันที่ 26 ตุลาคม 2549 Luis M. Chiappe และ Sara Bertelli แห่ง The Dinosaur Institute ของ National History Museum ใน Los Angeles ได้รายงานการพบกะโหลกศีรษะของนกที่บินไม่ได้ แต่ตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีว่า เด็กนักเรียนชายชื่อ Guillermo Aguirre - Zabala เป็นผู้พบกะโหลกนกดึกดำบรรพ์เมื่อ 2 ปีก่อน ที่หมู่บ้านใกล้เมือง Bariloche และขณะนี้กะโหลกนกอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Museo Asociacion Paleontological Bariloche ใน Argentina

กะโหลกที่พบมีความยาว 71.6 เซนติเมตร จึงมีขนาดใหญ่กว่ากะโหลกม้า ความใหญ่ของกะโหลกแสดงให้เห็นว่า นกเจ้าของกะโหลกนี้มีขนาดใหญ่กว่านกที่เคยใหญ่ที่สุดในโลก (Brontornis burmeisteri) ประมาณ 10% และมีน้ำหนักตัวประมาณ 180 กิโลกรัม ปากมันเรียวจะงอยปากโค้งงอคล้ายตะขอ ดูน่ากลัว นกนี้สามารถวิ่งไล่จับสัตว์ เช่น แกะ แพะ ที่แทะเล็มหญ้าในทุ่งของทวีปอเมริกาใต้ เมื่อ 15 ล้านปีก่อนได้สบายๆ มันมีปีกเล็กจึงบินไม่ได้ การศึกษากระดูกของมันทำให้เรารู้ว่า มันเป็นสัตว์เลือดอุ่น และเป็นนกในวงศ์ Phorusrhacid

ดังนั้น การพบกะโหลกของนกนรกที่ดุร้ายนี้ จึงทำลายความเชื่อเก่าๆ ที่ว่า ถ้านกมีขนาดใหญ่ มันจะวิ่งได้ช้า เพราะการวิเคราะห์กระดูกของนกนรกที่เพิ่งพบนี้ ทำให้รู้ว่าถึงตัวมันจะใหญ่ แต่มันก็วิ่งได้เร็วพอๆ กับสุนัข greyhound ถึงกระนั้น มันก็ต้องสูญพันธุ์ไปเมื่อ 2 ล้านปีก่อน เพราะเมื่อถึงเวลานั้น แผ่นดินของทวีปอเมริกาเหนือได้เคลื่อนตัวลงมาติดกับทวีปอเมริกาใต้ การเชื่อมติดกันที่ช่องแคบ Panama มีผลทำให้เสือ jaguar สุนัขป่า และแมวฟันดาบ (saber - toothed cat) ที่เคยอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ สามารถเดินทางลงไปล่านกนรกในทวีปอเมริกาใต้ได้จนหมดสิ้นครับ

สุทัศน์ ยกส้าน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สสวท