love

ความรัก เมตตา ความจริง

posted on 25 Jul 2008 15:44 by vannessa

 

ที่มา http://dungtrin.com/mag/?21.fiction

 

ความรัก เมตตา ความจริง

โดย คุณ ปุ่นบ้อกี๋

 


ลัดดานั่งมองเหม่อลงไปยังแม่น้ำสีดำนิ่งที่อยู่เบื้องล่าง แผ่นน้ำช่างนิ่งสงบ ต่างจากจิตใจของเธอที่กำลังวิ่งวุ่นอยู่ในทุกข์จนเหมือนหนูติดจั่นอยู่ในขณะนี้ นี่ก็เป็นเวลาเลยตี ๓ แล้ว นานๆถึงจะมีรถผ่านไปผ่านมาบนสะพานนี้ซักคัน แต่ถึงมี ก็คงไม่มีใครสังเกตเห็นผู้หญิงตัวเล็กๆที่นั่งกลมกลืนไปในความมืดของรัตติกาลอยู่ขอบนอกของสะพานนี้ เธอกำลังคิดถึงเขาอยู่ ชายผู้นั้นผู้ที่เธอฝากทั้งชีวิตและหัวใจไว้ แต่เขากลับฉีกหัวใจเธอทิ้งอย่างไม่มีชิ้นดี

ลัดดาและสายชลคบหาเป็นแฟนกันมามากกว่า ๖ ปีแล้ว ตลอด ๖ ปีที่ผ่านมา แม้จะมีปัญหาระหองระแหงทะเลาะกันบ้างเล็กน้อยตลอดมา แต่ก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรใหญ่ๆ ที่สำคัญที่สุดคือลัดดารักเขา รักมากมายเหลือเกิน หัวใจเธอพร่ำบอกตลอดว่านี่แหละ "รักแท้" เธอคิดอยู่เสมอว่าโชคดีเหลือเกินที่ชีวิตนี้ได้เกิดมาเจอสายชล ทั้งคู่วางแผนว่าจะแต่งงานกันปลายปีนี้ แต่เพียงไม่กี่เดือนก่อนงานแต่ง ลัดดากลับค้นพบความจริงว่า สายชลมีผู้หญิงอื่นอยู่ด้วย

นี่ก็เป็นเวลากว่า ๓ เดือนมาแล้วตั้งแต่วันนั้นที่เธอได้ค้นพบความจริง ชีวิตของเธอจากที่เคยสุขสดใสก็กลับกลายเป็นมืดมัว เธอจมอยู่ในความทุกข์ทั้งวันทั้งคืน ไม่ว่าจะทำอะไรความคิดเธอก็หวนกลับไปคิดถึงเขา มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ทั้งรักทั้งแค้นเดี๋ยวก็อยากหวนกลับไปคืนดี เดี๋ยวก็อยากกลับไปทำร้ายชายชั่วให้สาสมใจ เมื่อเดือนที่แล้วเธอพยายามกินยานอนหลับต่อหน้าเขา เพื่อหวังจะพิสูจน์ความรักที่ตัวเองมี และหวังว่าเขาจะสงสารและเลิกกับหญิงคนนั้นกลับมารักเธอคนเดียวอย่างเก่า แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีผลอะไร สายชลและหญิงนั้นกลับไปติดต่อคบกันเหมือนเก่า แถมในที่สุดยังมาบอกเลิกกับเธอ เลือกไปอยู่กับหญิงคนนั้นแทน

เมื่อเธอหวนคิดไปถึงเหตุการณ์ที่กินยานอนหลับงวดที่แล้ว ความทุกข์ใหญ่หลวงก็ประดังเข้ามาสู่จิตใจเธออีกระลอก

"ถึงฉันจะตายเธอก็ไม่ห่วงฉันใช่ไหม ได้! ฉันจะตายให้เธอดู" ดวงตาของเธอที่เคยอ่อนล้ามาเป็นแรมเดือน กลับกลายเป็นแข็งกร้าวขึ้นมาทันที ลุกโชนด้วยไฟโทสะจากภายใน เธอตัดสินใจแล้ว

"อยู่ไปชีวิตที่เหลือก็มีแต่ทุกข์ ตายๆไปซะ จะได้จบๆกันไป" เธอคิดพร้อมกับลุกขึ้นยืน ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว อีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้นที่กั้นเธอไว้จากผืนน้ำเย็นเยียบหลายสิบเมตรเบื้องล่าง ลัดดาหลับตา สูดหายใจลึกเป็นครั้งสุดท้าย ค่อยๆก้าวขาออกไปช้าๆ

"แน่ใจเหรอหนู ว่าทำอย่างนี้แล้วทุกอย่างจะจบ?" เสียงเย็นๆเนิบๆจากชายสูงอายุที่เข้ามากระทบโสตประสาทเธอทำให้ลัดดาสะดุ้ง เธอชะงัก เมื่อเธอหันกลับไปก็เห็นชายสูงอายุยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร กำลังมองมาทางเธอด้วยสายตาใจดี

น่าแปลก! ลัดดาคิด คงจะเป็นเพราะกำลังจมอยู่ในความคิดตัวเอง ชายสูงอายุผู้นี้เข้ามาใกล้ขนาดนี้ก็ยังไม่รู้ตัว

"อย่าเข้ามานะ" ลัดดาตะโกนทั้งๆที่ใจจริงแล้วเธอกลับรู้สึกชุ่มชื่นใจอย่างประหลาด คงเป็นเพราะมีใครมาคุยด้วยหลังจากที่เธอปิดตัวเองจากโลกภายนอกอยู่ทั้งเดือน

"ลุงไม่เข้าไปหรอกหนู คุยจากตรงนี้แหละ ใจเย็นๆนั่งลงก่อน ค่อยๆคุยกัน" เสียงของชายสูงอายุก้องกังวานและเย็นอย่างประหลาด จิตใจของลัดดาที่แทบบ้าคลั่งเมื่อสักครู่กลับกลายเป็นเย็นสงบลงบ้าง นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนทีเดียวที่จิตใจเธอสงบเช่นนี้ เธอนั่งลงอย่างว่าง่าย

"ลุงเป็นใคร?"

"ลุงบ้านอยู่แถวนี้น่ะ พอดีเดินผ่านมาเห็นหนูท่าทางไม่ค่อยดีเลยอยากมาคุยด้วยหน่อย"

"ลุงช่วยไม่ได้หรอก หนูอยากตาย"

ชายสูงอายุยิ้มตอบ "อยากตายทำไมล่ะหนู อกหักแค่นี้เอง เรื่องเล็ก"

"คุณลุงรู้ได้อย่างไรว่าเธออยากตายเพราะอกหัก?" ลัดดาคิด อ้อ_แต่อยากฆ่าตัวตายอย่างนี้ก็คงเดาไม่ยากหรอกว่าเพราะอะไร

"ไหนหนูลองใจเย็นๆ ค่อยๆเล่าเรื่องให้ลุงฟังหน่อยสิ ลุงจะได้รู้ว่าจะช่วยหนูได้ยังไงบ้าง"

ลัดดาร้องให้โฮออกมาทันที อย่างน้อยก็ยังมีคนห่วงใยเธอ ความในใจที่เก็บกดไว้กว่า ๓ เดือนพรั่งพรูออกมาจากใจมากมายให้ชายสูงอายุได้ฟังจนหมด ตั้งแต่เริ่มรักใหม่ๆเขาทั้งสัญญาและสาบานว่าจะรักเธอตลอดไป ถ้าตายขอให้เขาตายก่อน เพราะเขามีชีวิตอยู่โดยปราศจากเธอไม่ได้ เล่าเรื่อยจนมาถึงเมื่อ ๓ เดือนที่แล้วที่เธอได้รู้ความจริง โลกทั้งโลกที่เคยสวยงามพังทลายไปต่อหน้าต่อตา จนมาถึงคืนนี้ที่เธอตั้งใจจะจบทุกอย่างลง

ลัดดาใช้เวลาในการเล่านานพอสมควรทีเดียว และเธอรู้สึกสบายใจขึ้นมากทีเดียวที่มีคนยอมรับฟังเรื่องที่เธออัดอั้นอยากระบายมานาน เมื่อลัดดาเล่าเรื่องของเธอจบ ชายสูงอายุที่ตั้งใจฟังตลอดเรื่องก็พูดขึ้นมาด้วยถ้อยคำที่ลัดดาไม่คิดว่าจะได้ยิน

"หลานเอ๊ย! รู้ไหมว่าคนที่ทำให้หนูเจ็บเจียนตายอย่างนี้ไม่ใช่เขาหรอก แต่เป็นตัวหนูเอง"

คำตอบนี้ทำให้ลัดดางงงันไปทีเดียว

"ลุงหมายความว่ายังไง ก็หนูพึ่งบอกอยู่นี่ว่าเขาทำหนูเจ็บช้ำเจียนตายขนาดนี้"

ชายสูงอายุยิ้มและถามกลับ "งั้นตอบลุงมาหน่อยซิ ว่าเขาทิ้งเราไปเมื่อ ๓ เดือนก่อนใช่ไหม แล้ว ๓ เดือนที่แล้วจนถึงตอนนี้ เขามาบังคับให้เราต้องคิดถึงเขาให้ต้องทุกข์อย่างนี้หรือเปล่า? เขาทิ้งเราไปครั้งเดียว ใช้เวลาไม่กี่นาทีในการเดินจากไป แต่จิตเราสิเอาเรื่องเดิมๆมาย้ำคิดย้ำทำเพื่อทำร้ายตัวเอง เพราะฉะนั้น เจ้าตัวการที่ต้องโทษจริงๆคือจิตเราเองไม่ใช่เขาหรอก"

ชายสูงอายุหยุดพักมองหน้าลัดดาที่ยังงงๆอยู่ ก่อนพูดต่อ "ไม่เฉพาะทุกข์จากความรักนะหนู ทุกข์ที่มาจากภายนอกทั้งหมดเป็นเพราะจิตเราทำตัวเองทั้งนั้น สิ่งภายนอกเป็นได้เพียงแค่ปัญหา ไม่ใช่ทุกข์ หนูลองสังเกตดูดีๆ เองเถิด ว่าทุกข์เกิดที่ใจของเราเองหรือเกิดที่เหตุการณ์ภายนอก"

"แต่หนูขาดเขาไม่ได้ ขาดเขาไปหนูจะไม่มีความสุขในชีวิตเลย"

"ต้องได้สิหนู ทำไมจะไม่ได้ล่ะ แล้วทำไมก่อนมีเขาหนูถึงยังมีความสุขในชีวิตได้ล่ะ?"

ลัดดาเถียงกลับทันที "นั่นมันเมื่อก่อน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว"

"นี่แหละหนู เห็นไหมว่าจิตใจคนเรามันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตอนนี้หนูเห็นว่าจิตใจเปลี่ยนแปลงแบบคร่าวๆเท่านั้น แต่จริงๆแล้วจิตใจมันเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆตลอดเวลาทีเดียว การเปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้เปลี่ยนไปลอยๆ แต่เป็นการเปลี่ยนตามปัจจัยที่เข้ามากระทบ มันเปลี่ยนมาเป็นสภาพอย่างทุกวันนี้ได้ ก็ไม่ใช่ว่ามันเปลี่ยนกลับไปเป็นสภาพก่อนมีเขาหรือดียิ่งกว่าเก่าไม่ได้"

ชายสูงอายุหยุดพักมองหน้าลัดดาที่กำลังฟังอย่างตั้งใจก่อนจะสาธยายต่อ "คนเราก็เป็นอย่างนี้ล่ะ มัวแต่ยึดติดกับอารมณ์ปัจจุบัน เลยไม่เห็นความเป็นจริงของจิตใจ อย่างเช่นเวลารักก็คิดว่าจะรักตลอดไป และหลงคิดว่าอีกฝ่ายจะรักเราตลอดไป เวลาทุกข์ก็รู้สึกเหมือนว่าจะทุกข์ตลอดไป ทั้งๆที่ของเหล่านี้เป็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด"

"เอ คุณลุงนี่พูดเป็นธรรมะดีแฮะ" ลัดดาคิด ถึงแม้ลัดดาจะเป็นชาวพุทธทำบุญบ่อยๆ และเคยได้ฟังธรรมมาบ้าง แต่ก็เหมือนชาวพุทธทั่วไปที่ไม่เคยสนใจศึกษาธรรมะจริงจัง เพราะไม่รู้ว่าสนใจไปแล้วจะให้ประโยชน์อะไรแก่เธอ

"ความรักเป็นเหมือนเหรียญสองด้านนะหนู บทจะทำให้สุขก็สุขเกินจะบรรยาย แต่เนื่องจากมันทำให้มีความสุขได้มาก บทที่มันกลายเป็นทุกข์ขึ้นมาก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ คนเราเกิดมาก็เพราะความรัก ตายเพราะรักก็มีมาก จำไว้นะหนู ถ้ามีความยึดมั่นถือมั่นเข้าไปในความสุขเมื่อไหร่ สุขจะมีค่าเท่ากับทุกข์ทันที โลกนี้มันไม่สมดุลกันระหว่างสุขกับทุกข์ พอยึดติดสุขกลับกลายเป็นทุกข์ แต่ถ้าไปยึดติดทุกข์กลับยิ่งทุกข์ สิ่งต่างๆจะต้องเป็นไปตามที่เราอยาก ไม่เปลี่ยนแปลงถึงจะสุข ทั้งๆที่จริงๆแล้วสิ่งต่างๆจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็เพราะเหตุปัจจัย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นลอยๆ ไม่มีอะไรดับไปลอยๆเลย ต้องอาศัยเหตุใกล้และเหตุไกลทั้งนั้น อย่างที่หนูมารักเขานี่ เหตุใกล้ก็คือเขามาทำดีกับหนูในชาตินี้ ส่วนเหตุไกลก็คือทั้ง ๒ คนเคยผูกพันร่วมกันมาในอดีตชาติ เหมือนอย่างเวลาเราคุ้นเคยกับอะไรสักอย่างนานๆ เราย่อมเกิดความผูกพันเป็นธรรมดา เวลากลับมาพบอีกทีย่อมดีใจ"

ลัดดานึกถึงต้นมะม่วงที่เธอเคยปลูกไว้ตอนเด็กที่บ้านคุณยายต่างจังหวัด เวลาที่เธอกลับไปเจอทีไรรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ความรักเป็นแบบนี้รึเปล่านะ?

"แต่ทั้งความรู้สึกรักและจิตใจคนเรามันตกอยู่ใต้กฎไตรลักษณ์นะหนู เขาจะเปลี่ยนใจไปมันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย สั่งมันไม่ได้โดยตรง ถ้าไม่เชื่อหนูลองสั่งใจมันตอนนี้สิ ว่าให้หยุดรักเขาเดี๋ยวนี้ ทำได้ไหม?"

ลัดดาส่ายหน้า ถ้าเธอสั่งมันได้เธอคงไม่ต้องทุกข์จนเกือบจะฆ่าตัวตายอย่างนี้

"เห็นไหมว่าจิตใจตัวเองเรายังสั่งมันไม่ได้เลย แล้วจะไปทุกข์อะไรกับการอยากบังคับจิตใจคนอื่นให้เขากลับมารักเราล่ะหนู? มันเป็นไปไม่ได้เพราะจิตใจเป็นสิ่งไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ไม่ได้เป็นไปตามความอยากของใคร แล้วในกรณีนี้ก็มีกรรมที่หนูจะต้องชดใช้ด้วย ก็เลยต้องมาทุกข์เจียนตายอย่างนี้ ที่สำคัญมากตอนนี้ก็คือหนูต้องเลิกผูกโกรธสายชลนะ ไม่งั้นจะเป็นเวรเป็นกรรมกันไม่จบไม่สิ้น"

ลัดดาฟังอย่างตั้งใจพร้อมคิด "จริงสินะ แค่เลิกผูกโกรธสายชล เราก็คลายทุกข์ไปเยอะแล้วนี่นา"

ชายสูงอายุหยุดพักเพื่อให้ลัดดาซึมซับสิ่งที่พูดไป เมื่อเห็นลัดดาเริ่มมีสีหน้าดีขึ้นแล้วจึงกล่าวต่อ

"สิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนอยากมีชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขนะ มัวแต่วิ่งวุ่นหาความสุขจากภายนอก แต่หารู้ไม่ว่าวิธีสร้างความสุขที่แท้จริงนั้นอยู่ภายในตัวเรานี่แหละ เพียงอาศัยสัมมาสติในพุทธศาสนามาคอยรู้เท่าทันกายและใจของตัวเองอยู่เนืองๆ จิตใจจะสว่าง ตื่นเบิกบานขึ้นเรื่อยๆเมื่อความยึดติดกับขันธ์ทั้งหลายอันเป็นตัวทุกข์น้อยลง พระพุทธศาสนานั้นถ้าว่าโดยสภาวะแล้วเป็นวิธีดับทุกข์ แต่ถ้าจะพูดภาษาโลกๆก็คือวิธีสร้างความสุขโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งภายนอกนั่นเอง"

ธรรมะที่คุณลุงได้พยายามสอนลัดดาได้ช่วยพัดเมฆหมอกที่บังจิตใจเธอออก ลัดดาเริ่มมองเห็นได้ตามจริง

"ความสุขโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งภายนอกหรือ? ฟังน่าสนใจดีแฮะ จริงสิเมื่อก่อนเรายังไม่มีสายชลเรายังมีความสุขได้มากกว่าหลังมีสายชลอีกนี่นา ชีวิตต่อไปนี้เราจะต้องเรียนรู้ที่จะมีความสุขอยู่กับตัวเองให้ได้"

เมื่อลัดดาคิดได้อย่างนี้ก็เริ่มยิ้มออกมาน้อยๆ

เมื่อชายสูงอายุเห็นลัดดาเริ่มยิ้มออกแล้ว จึงกล่าวลา

"นี่หลานสบายใจขึ้นมาเยอะแล้ว เดี๋ยวลุงก็ต้องไปแล้วล่ะ เดี๋ยวป้าจะคอยนาน แต่ก่อนไปลุงจะฝาก วิธีที่จะช่วยหาความสุขอย่างง่ายๆและทำได้ทุกเวลาไว้ให้ วิธีก็คือก็คือเจริญพรหมวิหาร ๔ และระลึกถึงบุญกุศลที่ทำมา เวลาเราเห็นคนอื่นรอบตัวมีความสุขและกำลังได้ดีให้นึกยินดีกับเขา ส่วนบุญกุศลก็ให้นึกถึงอยู่เรื่อยๆ ลองทำเดี๋ยวนี้เลยนะหลาน หลับตาแล้วระลึกถึงบุญกุศลที่เราทำมาตั้งแต่เด็กๆ จำไว้นะ ทำบุญทำกุศลไว้ แล้วความดีจะปกป้องเราเอง"

ลัดดาหลับตาลง ภาพที่เธอเคยทำบุญแต่ครั้งก่อนๆเข้ามาปรากฎในมโนทวารของเธอ ตั้งแต่ตอนเด็กๆที่คุณยายเคยพาเข้าวัดเป็นครั้งคราว จนโตขึ้นหน่อย ช่วยเหลือผู้อื่นเวลามีปัญหาเดือดร้อนอยู่เรื่อยๆ ภาพทั้งหลายทำให้จิตใจเธอชุ่มชื่นขึ้นมากทีเดียว เธอก้มลงไหว้ชายผู้สูงอายุด้วยความขอบคุณและปลาบปลื้มใจ แต่พอเธอเงยหน้าขึ้น คุณลุงผู้มีพระคุณกลับไม่อยู่เสียแล้ว ลัดดาคิดเสียดายที่ยังไม่ทันได้ถามชื่อเสียงเรียงนามของคุณลุงผู้มีพระคุณ ผู้ได้ช่วยให้ลัดดาคนเก่าที่แสนอ่อนแอได้ตายสมใจ และชุบชีวิตลัดดาคนใหม่ขึ้นมา คนใหม่ที่มีชีวิตอยู่โดยไม่จำต้องพึ่งพิงใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่เพื่อจะเข้มแข็งพอให้คนอื่นมาพึ่งได้ต่างหาก นี่ถึงจะคุ้มกับที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนา

ในขณะที่เธอเดินลงจากสะพานนั้นเริ่มเป็นเวลาเช้าแล้ว พระอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า ส่องแสงสีส้มนวลตาเมื่อสะท้อนกับแผ่นน้ำเบื้องล่าง

ภาพแม่ลูกอ่อนคู่หนึ่งเดินสวนมาทำให้ลัดดาจิตใจชุ่มชื่นและนึกถึงพระสูตรบทหนึ่งที่เธอเคยสวด

"มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข

เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง

เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง"

"คนเราพึงแผ่ความรักความเมตตา ไปยังสัตว์ทั้งหลาย หาประมาณมิได้ ดุจดังมารดาถนอมและปกป้องบุตรสุดที่รักคนเดียวด้วยชีวิต ฉะนั้น พึงแผ่เมตตาจิตไปไม่มีขอบเขต ไม่คิดผูกเวร ไม่เป็นศัตรู อันหาประมาณไม่ได้ ไปยังสัตว์โลกทั้งปวงทั่วทุกสารทิศ"

ลัดดายิ้มให้กับแม่ลูกคู่นั้นและให้กับชีวิตใหม่ของเธอที่พึ่งเริ่มต้น…




ขอบคุณ คุณดังตฤณ และทีมงานนิตยสารธรรมะใกล้ตัว