เนื่องด้วยโดยส่วนตัวเราเอง
ก็เป็นคนที่แสนจะขี้น้อยใจง่าย
 
เศร้าได้ง่ายๆ อย่างไม่มีเหตุผลเอาซะเลย
 
ใจที่เศร้าหมอง ทอดอาลัยชีวิต จนไม่มีแก่ใจลุกขึ้นมาทำอะไรดีดี
หรืออยากจะประชดชีวิต ทิ้งสิ่งดีดีในมือทิ้งไปให้หมด
 
ในจิตสำนึกลึกๆ ก็รู้อยู่ว่า นี่ "ไม่ใช่ทางออก" ที่ดีแน่.....
 
วันนี้ก็เลย อยากเอาข้อมูลดีดีมาแบ่งปัน (ซึ่งข้าพเจ้านำมาใช้จริงกับตัวเองแล้ว ชอบมาก)
มาให้กำลังใจ คนขี้น้อยใจ ว่าจะทำอย่างไรกับความรู้สึกขี้น้อยใจที่มาหาเราบ่อยๆดี
 
 
*********
 
 
รายการวิทยุออนไลน์ ดังตฤณวิสัชนา
► ดังตฤณวิสัชนา ๐๐๔๕ : ๐๒/๐๕/๕๕
 
คำถาม บางครั้งรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่ากว่าคนอื่น จะแก้ไขอย่างไร? [๑๗:๕๗] 

ดังตฤณ: การที่เรามองเห็นตัวเองไม่มีค่า ขณะนั้นจิตปรุงแต่งไปด้วยความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวของเราตนของเราด้อยกว่าคนอื่น ไม่มีประโยชน์ ไม่มีความหมาย ขอให้มองเป็นอาการทางใจอย่างหนึ่งก็แล้วกัน ที่จะง่ายที่สุดที่จะจำได้แล้วจะใช้ตลอดชีวิตนะ อาจจะฟังดูไม่ค่อยโก้เก๋ ไม่ค่อยมีอะไรที่ดูหวือหวาเท่ากับอุบายชนิดอื่น แต่มันใช้ได้จริงตลอดชีวิตที่เหลือ ถ้าเรามีหลักเกณฑ์ที่จะดูมันได้เป็น
 
อาการจิตตกจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่อะไรหรอก มันเป็นอาการที่คิดไปเองเป็นส่วนใหญ่ บางทีมีเหตุปรุงแต่งขึ้นมานิดเดียว ลองนึกดูนะอย่างที่ผมมักจะเปรียบเทียบง่ายๆ สมมติว่าเราไปเจอคนๆ หนึ่ง เขายิ้มให้เราทุกวัน อยู่มาวันหนึ่งเขาไม่ยิ้มเราจะรู้สึกทันที คิดมากขึ้นมาทันทีถ้าเราเป็นคนยึดมั่นถือมั่นมาก เราจะรู้สึกทันทีว่าตัวเรามีคุณค่าน้อยลง เพราะว่าเขาไม่ให้ค่าไม่ให้ความสำคัญ ไม่มอบรางวัลเป็นรอยยิ้มให้ คนบางคนนี่นะมีความหมายกับเราขนาดที่ว่าแค่เขาไม่ยิ้มให้มันทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตของเราไม่มีความหมายไปเลยทีเดียว นี่เป็นตัวอย่างของสิ่งกระทบตาที่สามารถปรุงแต่งคนคิดมากให้เกิดความรู้สึกที่โอเวอร์ (Over) ที่มันเกินความจริงไป ลืมไปหมดว่าเราเคยทำอะไรที่มีค่ามาบ้าง ลืมไปหมดว่าเราเคยทำอะไรที่มันเป็นประโยชน์กับโลกไว้บ้าง ลืมไปหมดว่าตัวเราจริงๆ แล้วสามารถสร้างรอยยิ้มให้คนอื่นได้แค่ไหนบ้าง เพียงเพราะเขาไม่ยิ้มให้เราแค่คนเดียว อาการคิดมากอาการยึดมั่นถือมั่นเกินไปของจิต สามารถปรุงแต่งไปได้ต่างๆ นานา ตรงนี้ก็ขอให้พิจารณาก็แล้วกันว่าอาการทางใจที่มันกำลังยึดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นนิมิตอยู่
 
สมมติว่ากรณีนี้คุณเจ้าของคำถามไม่ได้ระบุมาว่าทำไมถึงรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า ทำไมถึงตัวเองจิตตก ผมก็เลยยกตัวอย่างมานะสมมติว่ามีคนไม่ยิ้มให้กับเราทั้งๆ ที่เขายิ้มมาตลอด แล้วเกิดอาการรู้สึกน้อยใจ เกิดอาการรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าเท่าเก่า ณ ขณะนั้นใจของเรายึดเอานิมิตไม่ยิ้มของเขามาเป็นตัวตั้งแล้วมาบดขยี้ใจตัวเองให้เกิดความรู้สึกเล็กลง สาละวันเตี้ยลง เกิดความรู้สึกถูกบีบเหมือนลูกหนู เกิดความรู้สึกว่าเราช่างไม่มีคะแนนไม่มีราคาเอาเสียเลย ก็ดูตัวนี้แหละ ดูตัวตั้ง ถามตัวเองสำรวจเข้าไปให้เจอว่าในขณะนั้นที่เรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า จิตกำลังยึดนิมิตใดไว้เป็นตัวตั้ง ถ้าบอกไม่มีไม่ได้ยึดอะไรไว้ก็ขอให้ทราบเถอะว่า มีครับ แต่คุณอาจจะมองไม่เห็นหรือว่าไม่รู้ตัว ถ้าสมมติต่อไปคุณมีความรู้สึกเหมือนกับตัวเล็กตัวลีบไม่มีค่าขึ้นมาเสียเฉยๆ แล้วไม่ได้นึกถึงเรื่องอะไรเลย ขอให้ทราบเถอะครับว่า ณ ขณะนั้นใจคุณยึดถือเอานิมิตของตัวเองเป็นตัวตั้ง นิมิตที่อาจจะนั่งก้มหน้าก้มตาหรืออาจจะนั่งหลังงอ หรืออาจจะเป็นสภาพภายในที่มันถูกบีบคั้น ที่มันมีความหม่นหมองอะไรก็แล้วแต่ที่มันกำลังปรากฏอยู่ในใจ ณ ขณะนั้น นั่นแหละคือนิมิตที่ใจกำลังยึดอยู่
 
ถ้าหากว่าเรากำลังยึดนิมิตว่านั่งก้มหน้าก้มตาหลังงอ ก็ลองยืดตัวขึ้นมาให้หลังตรงซิ ลองเชิดหน้าขึ้นมาให้มันไม่ก้ม เปลี่ยนท่าเปลี่ยนทางจากหายใจสั้นมาเป็นหายใจยาว จากที่มันเหมือนนั่งทื่อนั่งจ๋องก็ลุกขึ้นเดินไปกินน้ำกินท่า สังเกตให้ออกว่าลักษณะอาการของนิมิตที่ต่างไปมันปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกที่แต่งต่างไปอย่างไร จากเดิมที่นั่งจ๋องๆ แล้วเกิดความรู้สึกไม่มีค่า พอยืดเส้นยืดสายยืดตัวขึ้นมา หลังตรง คอตั้ง มันเกิดความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าขึ้นมาทันทีได้ไหม ถ้าหากว่าเห็นอย่างนี้นะมันเห็นเข้าไปในต้นเหตุของอาการทางใจที่มันแตกต่างกัน แต่คนมักจะไม่ค่อยให้ค่า ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับอิริยาบถที่เปลี่ยนไป เพราะเห็นว่ามันไม่ได้มีราคาสักเท่าไร ไม่เทียบเท่ากับการที่ได้ยินได้ฟังคนอื่นเขาชื่นชม หรือว่าไม่เทียบเท่ากับการที่เราได้ของขวัญอะไรสมใจมา แต่แท้ที่จริงแล้วการเคลื่อนไหวหรืออิริยาบถที่มันเกิดขึ้นได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมงนี่แหละ เพียงแต่เราใส่ใจ เพียงแต่เรารับรู้นะ นั่นแหละของที่มีค่าที่สุดในชีวิตแล้ว เพราะว่าอิริยาบถที่เปลี่ยนไป แม้แต่ลมหายใจที่ต่างกันเดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออกเดี๋ยวยาวเดี๋ยวสั้น ถ้าเราเฝ้าสังเกตอยู่ เรารับรู้อยู่ เห็นความจริงเกี่ยวกับความไม่เที่ยงและความไม่ใช่ตัวตนของพวกมันอยู่ เราจะได้พบบรมสุขที่แท้จริง ที่เหนือกว่ารางวัลทั้งปวงที่โลกประเคนให้เรามาทั้งชีวิต
 
นิพพานไม่ได้ได้กันด้วยการได้รับคำชมจากคนอื่น ไม่ได้ได้มาจากคะแนนที่บริษัทไหนให้เรา ไม่ได้ได้มาจากครูบาอาจารย์ ไม่ได้ได้มาจากการที่โลกจะยกย่องเราแค่ไหน แต่ได้มาจากการที่เราเห็นความไม่เที่ยงในอิริยาบถของตัวเอง เห็นความต่างไปของเหตุของผลที่ว่าอิริยาบถหนึ่งๆ ให้ความรู้สึกอย่างไรเป็นสุขหรือเป็นทุกข์แค่ไหน คิดมากหรือคิดน้อยลง เฝ้าสังเกตอยู่อย่างนี้ถ้าหากว่าทำเป็น ทำจริง ต่อเนื่อง มันได้ถึงนิพพานเลย มันยิ่งกว่าไปสวรรค์มันยิ่งกว่าไปพรหมโลก
 
เอาล่ะ ตัวเรามีค่าถ้าหากว่ามีสติ สรุปเป็นคำให้จำง่ายๆ อย่างนี้
 
 
*********
 
 
มีสติยอมรับว่าทุกวันมีปัญหา
และเราต้องแก้ปัญหา
ด้วยการไม่ยอมแช่อยู่กับการบ่นกระปอดกระแปด
ไม่วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่กับกิจกรรมที่เสียเวลาเปล่า

มีสติแก้ปัญหา ไม่เอาแต่คิดว่าเราต้องมีปัญหาร่ำไป
การมีศรัทธาเห็นตัวเองแก้ปัญหาได้
ตั้งเป้าหมายเองได้ ไปถึงเป้าหมายได้ด้วยกำลังขาของตน
จะเปิดโอกาสให้ไฟทางความคิดลุกโพลง
และเมื่อไฟทางความคิดโชติช่วงขึ้นถึงจุดหนึ่ง
ความสว่างในชีวิตจะตามมาเอง
เห็นเองว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เราถนัดด้านไหนจริงๆ
หรือกระทั่งควรอยู่กับใครแน่ๆ

ชีวิตแท้ๆต้องเริ่มต้นด้วยเหตุผล
แล้วต่อยอดด้วยสัมผัสทางใจ
อันเป็นสัญชาตญาณที่เกิดเองหลังมีสติที่สมบูรณ์แล้ว
ชีวิตไม่ใช่เรื่องของเหตุผลทางความคิดอย่างเดียว
มันยังมีเหตุผลของหัวใจประกอบอยู่ด้วย
แต่ถ้าฐานของเหตุผลทางความคิดล้มเหลว
โอกาสที่เหตุผลของหัวใจจะถูกต้องก็ห้าสิบห้าสิบ
หรือไม่ก็เป็นศูนย์ไปเลยครับ

ดังตฤณ
กรกฎาคม ๕๕
 
 
 
*********
 
 
สุดท้ายนี้ เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ
 

Comment

Comment:

Tweet

#5 By (49.230.112.245|49.230.112.245) on 2015-09-08 16:16

ขอบคุณมากเลยนะ บทความที่ดีมาก สามารถทำให้คนมีกำลังใจแล้วรู้ถึงเหตุผมของอาการ ขอบคุณมากจริงคะconfused smile

#4 By (49.230.194.101|49.230.194.101) on 2015-05-02 20:40

ขอบคุณมากเลยนะ บทความที่ดีมาก สามารถทำให้คนมีกำลังใจแล้วรู้ถึงเหตุผมของอาการ ขอบคุณมากจริงคะconfused smile

#3 By (49.230.194.101|49.230.194.101) on 2015-05-02 20:40

อ่านแล้วรู้สึกตัวขึ้นค่ะ
เวลารู้สึกด้อยค่า เราก็จะนั่งหลังงอ ก้มหน้าก้มตาจริงๆ
ไม่กล้ายืดไหล่ ผายอก 
เมื่อคนไม่สนใจเราอย่างที่เคยเป็นมันรู้สึกอย่างนี้
ทั้งที่แต่ก่อนเป็นคนร่าเริงนะ ชอบทำให้คนอื่นยิ้ม มั่นใจมาก แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกหม่นหมอง ไร้ที่พึ่ง เราคงคาดหวังและยึดติดกับนิมิตรนั้นมากจริงๆแหละค่ะ 

#2 By คนขี้น้อยใจ (180.183.18.14|180.183.18.14) on 2015-01-20 22:36

ขอบคุณมากๆเลยค่ะ เป็นอาการประจำเหมือนกันค่ะ

#1 By ou (49.230.185.128) on 2013-09-19 19:30