การมีชิวตอยู่ย่อมดีกว่าการตาย

การมีชิวตอยู่ย่อมดีกว่าการตาย

อาตมาเป็นพระภิกสงฆ์จากประเทศไทย การเป็นพระอาตมาต้องไม่มีครอบครัวและอาศัยอยู่ในวัด อุทิศชีวิตเหมือนเป็นอาสาสมัครให้แก่สังคม ซึ่งทำงานและให้คำแนะนำแก่คนที่มาขอคำแนะนำในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับวิธีการทางศาสนาหรือเรื่องราวในชีวิตประจำวันพระภิกษุสงฆ์เป็นมิตรต่อทุกคน ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่าสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตในโลกล้วนเป็นมิตรต่อกัน พระภิกสงฆ์มีหน้าที่หลักอยู่สองอย่างคือ ปฏิบัติภาวนาและช่วยเหลือผู้อื่น จากการปฏิบัติภาวนาและการเจริญวิปัสสนา พระภิกษุสงฆ์ได้พัฒนาจิตใจและการระลึกรู้ซึ่งเป็นพื้นฐานของความรัก ความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ ความมีใจมั่งคั่งและความหนักแน่น พระภิกษุสงฆ์ช่วยเหลือผู้คนในการเข้าถึงความสงบและผ่อนคลายจากความเครียด ความกดดัน ความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมาน

วัดที่อาตมาอาศัยอยู่คือวัดอุโมงค์ในจังหวัดเชียงใหม่ ชึ่งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ผู้คนที่เคยมาท่องเที่ยวประเทศไทยต่างรู้จักเชียงใหม่กันเป็นอย่างดี เป็นเมืองที่มีภูเขาอยู่ทางทิศตะวันตก แม่น้ำแม่ปิงพาดผ่านกลางจังหวัดและมีนาข้าว สวนผลไม้และแปลงผักอยู่ทางทิศตะวันออก เชียงใหม่เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมและประเพณีที่ได้ต้อนรับผู้คนต่างเชื้อชาติทั้งผู้ที่มาท่องเที่ยว และพักอาศัย

วันหนึ่ง ขณะที่อาตมากำลังอ่านหนังสือ คู่มือมนุษย์ ซึ่งเขียนโดยท่านพุทธทาส ท่านเจ้าอาวาสได้มาเรียกอาตมาไปสนทนากันที่ใต้ต้นไม้ริมสระ มีชายหนุ่มหนึ่งคนและหญิงสาวสองคนมารอพบอาตมาท่านเจ้าอาวาสได้แนะนำว่าชายหนุ่มชื่อพอล ส่วนสองสาวคือ คิมและแอนพวกเขาอายุประมาณ 30-35 ปี ลักษณะท่าทางเหมือนเป็นพนักงานบริษัทแววตาพวกเขาเหมือนมีคำถาม

อาตมาทักทายพวกเขา ยินดีต้อนรับ

พอลเริ่มอธิบาย ท่านครับ พวกเรามาเพื่อรบกวนถามท่านบางคำถามเกี่ยวกับมุมมองของศาสนาพุทธ

คำถามของโยมคืออะไรล่ะ อาตมาถาม

ผมขออนุญาตถามเกี่ยวกับชีวิต พอลถามอาตมากลับ

อาตมาตอบเขาว่า ได้สิ โยมจะถามอะไรอาตมาก็ได้เท่าที่โยมต้องการ โยมสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นกับอาตมาได้

พอลถาม พระคุณเจ้าคิดอย่างไรเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายครับ

โยมหมายถึงการฆ่าตัวตายแบบไsนล่ะ อาตมาถาม

แบบไหนก็ตามครับ พอลกล่าว เปิดประเด็นกว้างเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย

อาตมาถามเขาว่า มันเป็นคำถามที่ซับซ้อนนะ โยมต้องการให้เริ่มตรงไหนดีล่ะ

เอาล่ะครับ ขั้นเริ่มที่ว่าพระพุทธเจ้าได้กล่าวอย่างไรเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย พอลถาม

อาตมาอธิบายต่อเขาว่า หากการฆ่าตัวตายหมายถึงการฆ่าตนเองพระพุทธเจ้าปฎิเสธการฆ่าตัวตาย เพราะพระพุทธเจ้าสอนให้ละเว้นเสียจากการทำอันตรายหรือการฆ่าทุก ๆ ชีวิต รวมถึงชีวิตตนเองด้วย

พอลถามต่อทันทีว่า ถึงแม้ว่าคนๆ นั้นจะเป็นทุกข์และกดดันเพียงไหนหรือครับ พระคุณเจ้าคิดว่าพระพุทธเจ้าจะอนุญาตให้เขาหรือเธอฆ่าตัวตายได้ไหมครับ

ไม่มีทาง อาตมาตอบ

ทำไมล่ะครับ พอลยังคงสงสัย

อาตมาอธิบายว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าการเกิด การมีชีวิตอยู่เติบโตและมีชีวิตรอดนั้นเป็นเรื่องยาก ดังนั้น ชีวิตเป็นสิ่งมีค่า สวยงามและเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ชีวิตหนึ่งนั้นไม่ควรจบลงโดยตนเองหรือผู้อื่นศาสนาพุทธนั้น ในเบื้องต้นจึงให้มีเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น ชีวิตประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ ซึ่งควรจะดูแลรักษาให้แข็งแรง มีสุขภาพดีและปลอดภัย

คิมถามบ้าง แล้วการฆ่าตัวตายเป็นบาปไหมคะ

อาตมาถามเธอกลับไป โยมคิดว่าบาปคืออะไร

คิมอธิบายความหมายของบาปตามที่เธอเข้าใจ บาป เป็นสิ่งเลวร้ายในชีวิต ซึ่งจะทำให้วิญญาณต้องไปรับโทษในนรกหรือในชาติหน้า

น่าสนใจมาก อาตมากล่าว ตามหลักคำสอนของศาสนาพุทธนั้น บาปคือความรู้สึกไม่พอใจเมื่อผู้นั้นทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นโดยการกระทำ คำพูด หรือแม้แต่ความคิด

เธอถามต่อด้วยความกังวล แล้วบาปจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่คะ

อาตมาตอบ บาปจะเกิดขึ้นเมื่อโยมทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น

แอนถาม แล้วบาปอยู่ที่ไหนคะ เราสามารถทราบได้อย่างไรว่าบาปติดตัวเรา

อาตมาอธิบาย ลองมองดูและค้นหาในจิตใจโยม เมื่อไหร่ที่โยมรู้สึกสงบ ผ่องใส เบิกบาน โยมจะเป็นอิสระจากบาป ในทางตรงกันข้ามเมื่อโยมรู้สึกเครียดและกดดัน โยมทำร้ายหรือว่ากล่าวผู้อื่น จิตใจของโยมเริ่มเป็นบาป

บาปเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราวหรือคงอยู่ถาวรคะ เธอถาม

มันไม่ถาวร อาตมาตอบ

พระคุณเจ้าหมายความว่าในบางครั้งเราสามารถถูกปลดปล่อยจากบาป และในบางครั้งบางจะคงอยู่และติดตัวเราอยู่ตลอดเวลาหรือคะเธอถาม

ถูกต้อง อาตมาตอบ

แอนถาม เมื่อเรามีจิตคิดร้ายใคร ใจเราย่อมเป็นบาป เมื่อเรามีจิตเมตตากรุณา เมื่อนั้นใจเราจะปราศจากบาปหรือคะ

ถูกต้อง อาตมาตอบ

คิมวิเคราะห์ ดังนั้นการฆ่าตัวตาย เป็นบาปแน่นอน เพราะก่อนจะตัดสินใจฆ่าตัวตาย ไม่มีใครรู้สึกปลอดโปร่ง สงบ ผ่องใส ถูกไหมคะ

อาตมาตอบเธอไปว่า อาตมาไม่มีสิทธิที่จะตัดสินว่าใครถูกหรือใครผิด อาตมาเป็นเพียงพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งพยายามตอบคำถามตามมุมมองทางศาสนาพุทธ ความรู้สึกกดดันหรือเบิกบานนั้นเป็นของที่รู้ได้เฉพาะตน ไม่มีใครจะตัดสินแทนผู้อื่นได้ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ การตามดูความรู้สึกภายในของตนเองนั่นแหละ นี่เป็นทางที่ถูกต้องแน่นอนเพราะเราเท่านั้นที่สามารถสัมผัสได้จริง ไม่ว่าใจโยมจะปลอดโปร่งเบิกบานหรือไม่ ก็มีเพียงโยมเท่านั้นที่ทราบ โยมไม่จำเป็นต้องเชื่อในสิ่งที่ผู้อื่นเชื่อแต่เชื่อในสิ่งที่โยมสัมผัสได้

หลังจากที่พวกเขาได้ทราบเกี่ยวกับมุมมองเรื่องการฆ่าตัวตายในศาสนาพุทธแล้ว พวกเขาก็ลากลับไป

หลังจากนั้นเจ็ดวัน ขณะที่อาตมากำลังอ่านหนังสืออยู่นั้น คิมกลับมาหาอาตมา

อาตมาทักทายเธอแล้วถามว่า ทำไมมาคนเดียวล่ะ

เธอกล่าวตอบ ดิฉันมาเพื่อปรึกษาพระคุณเจ้าค่ะ เป็นเรื่องส่วนตัวมาก ขออนุญาตปรึกษาได้ไหมคะ

อาตมายิ้มแล้วตอบว่า โยมสามารถบอกเล่าสิ่งใดก็ได้ที่โยมรู้สึกดีที่จะพูดออกมา

เธอไม่ยินดีในคำตอบของอาตมา หน้าเธอดูโศกเศร้ามาก อาตมาคลายยิ้มและรอเธอกล่าวต่อ

เธอกล่าวว่า ท่านคะ ดิฉันไม่ต้องการมีชีวิตอยู่แล้ว ดิฉันอยากตาย

อาตมารู้สึกตกใจเมื่อได้ยินเธอกล่าว เธอเริ่มร้องไห้หลังจากที่เธอบอกถึงความรู้สึกเศร้าเสียใจลึก ๆ ออกมา อาตมาไม่ได้กล่าวสิ่งใดตอนเธอร้องไห้ อาตมาปล่อยให้เธอร้องไห้และระบายออกมา เวลาผ่านไปครูใหญ่ เมื่อเธอรู้สึกดีขึ้น

อาตมาเริ่มถามคำถามเธออีกครั้ง ทำไมโยมจึงต้องการตายล่ะชีวิตเป็นสิ่งสวยงามและน่าอัศจรรย์นะ อย่างที่อาตมาพูดไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วยังไงล่ะ โยมจำได้หรือไม่

เธอตอบ ดิฉันจำได้ค่ะ แต่ดิฉันเพิ่งผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายมาดิฉันเกลียดการมีชีวิตอยู่ ความตายอาจดีกว่าสำหรับดิฉันตอนนี้

เกิดอะไรขึ้นกับโยมหรือ อาตมาถาม

มีหลายสิ่งแย่ๆ เกิดขึ้นกับดิฉัน เธอกล่าว

ทำไมโยมคิดเช่นนั้นล่ะ อาตมาถามต่อ

เพราะดิฉันได้ทำสิ่งที่ผิดพลาดหลายครั้ง เธออธิบาย

โยมต้องเข้าคุกหรือ อาตมาถาม

ดิฉันไม่ได้ทำในสิ่งที่ดิฉันต้องไปรับโทษในคุกหรอกค่ะ เธอตอบ

แล้วทำไมโยมถึงคิดว่าความเจ็บปวดของโยมนั้นเป็นทุกข์ทรมาน มากกว่าการต้องไปรับโทษในคุกล่ะ อาตมาถาม

เพราะถ้าดิฉันต้องไปรับโทษในคุก ดิฉันก็จะทราบว่าเมื่อไหร่ดิฉันจะได้รับการปล่อยตัว แต่ตอนนี้ดิฉันไม่รู้ว่าจะได้เป็นอิสระเมื่อไหร่เธออธิบาย

อาตมาขอให้เธอเล่าถึงสาเหตุของความทุกข์ทรมานที่เธอต้องเผชิญอยู่ให้อาตมาได้ฟัง อาตมาอธิบายว่าเราต่างเป็นเพื่อนมนุษย์ผู้ต้องเผชิญความทุกข์จากสถานการณ์ที่ต่างกัน มันเป็นเรื่องดีที่จะมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ที่เป็นทุกข์เพื่อหาทางออกกัน เธอจึงเริ่มเล่าเรี่องราวของเธอ

ดิฉันเกิดในชนบทที่ห่างไกลและมีฐานะยากจนมาก พ่อและแม่ทำงานหนักในไร่กาแฟมาตลอด แต่เราก็ยังคงยากจนเนื่องจากราคากาแฟสดไม่ค่อยดีนัก ครอบครัวเรามีเงินเพียงพอแค่ใช้จ่ายวันต่อวันมีเสื้อผ้าเพียงชุดสองชุด ถึงแม้เราจะมีความเป็นอยู่อย่างยากจน แต่เราก็มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข

ตอนที่ดิฉันอายุประมาณ 8 ปี เป็นช่วงที่ครอบครัวของเราได้เผชิญเหตุการณ์สำคัญ เมื่อพ่อเสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรีย เพราะพวกเราอาศัยอยู่ไกลจากตัวเมืองมาก เราไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าโดยสารรถ ซึ่งมีเพียงหนึ่งเที่ยวต่อวัน พวกเราพยายามเยียวยาพ่อด้วยสมุนไพร แต่มันไม่สามารถรักษาโรคมาลาเรียได้ ท่านเสียชีวิตที่หมู่บ้านท่ามกลางญาติๆที่รายล้อม

หลังจากพิธีศพพ่อ แม่ก็ตกอยู่ในความเศร้าโศกและอ่อนแอลงมาก ท่านเก็บเงินจนได้ค่ารถโดยสารและไปพบคุณหมอในเมือง ทำให้ทราบว่าแม่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แม่ตัดสินใจว่าเป็นการเปล่าประโยชน์ที่จะรักษาเพราะพวกเราไม่มีค่ารักษา ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากแม่จึงออกจากโรงพยาบาลด้วยความท้อแท้สิ้นหวังและกลับมาบ้าน เพื่อรอความตาย ผู้คนในหมู่บ้านต่างพยายามรักษาแม่ด้วยสมุนไพรท้องถิ่นอย่างดีที่สุด แต่ก็ช่วยไม่ได้ แม่เสียชีวิตหลังจากพ่อเสียไปได้สองปีขณะที่ดิฉันอายุสิบขวบ และได้ชาวบ้านช่วยดิฉันจัดงานศพแม่

ตั้งแต่วันนั้น ดิฉันไปอาศัยอยู่กับญาติและเรียนที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน ถึงแม้ดิฉันจะเป็นเด็กกำพร้าและรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ดิฉันก็มีความหวังที่จะเป็นหมอและช่วยรักษาผู้คนในหมู่บ้าน ดิฉันเรียนได้คะแนนสูงทีเดียว และได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อในตัวเมือง ดิฉันตั้งใจเรียนอย่างหนักจนกระทั่งจบแพทย์ ขณะที่อายุเพียงยี่สิบห้าปีหลังจากปฏิบัติหน้าที่แพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยในเมือง ดิฉันจึงได้กลับมาเป็นแพทย์อาสาในหมู่บ้านที่ดิฉันถือกำเนิดและเติบโต ดิฉันมีความสุขมากที่สามารถทำให้ความฝันเป็นความจริงได้ ดิฉันทำงานทั้งที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยและที่หมู่บ้านควบคู่กันตั้งแต่นั้นมา

การเป็นหมอ ได้ช่วยให้ผู้คนได้พ้นจากความเจ็บป่วยทุกข์ทรมานดิฉันมีความสุขมากและภูมิใจ ที่ได้ช่วยเหลือพวกเขา ดิฉันูร้สึกสำนึกบุญคุณพ่อแม่ ผู้อบรมสั่งสอนดิฉันเป็นอย่างดี หากดิฉันเป็นหมอตอนที่พวกท่านไม่สบาย ฉันอาจช่วยให้พวกท่านรอดชีวิตและสามารถภูมิใจในตัวดิฉันได้ ยิ่งคิดถึงพวกท่านเท่าไหร่ดิฉันยังให้ใจในงานมากขึ้นเท่านั้น กระทั่งดิฉันแต่งงานกับหมอด้วยกัน เรามีลูกชายและลูกสาวอย่างละหนึ่งคน ลูกชายอายุหกปีและลูกสาวอายุสี่ปี พวกเขาเป็นเหมือนของขวัญที่สวรรค์ส่งมาให้ เรามีชิวตครอบครัวทิ่วิเศษ ช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกันมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้งบ้าน และรถยนต์

ประมาณสิบเดือนก่อน ดิฉันยังทำงานอย่างหนักทั้งที่โรงพยาบาลและที่หมู่บ้าน ทำให้มีเวลาสำหรับครอบครัวน้อยลง ขณะที่สามีของดิฉันทำงานที่โรงพยาบาลเพียงแห่งเดียว ทำให้เขามีเวลาอยู่บ้านและดูแลลูกๆ มากกว่า วันหนึ่ง ดิฉันได้รับข้อความจากเพื่อนสนิทซึ่งทำงานอยู่ที่เดียวกัน บอกว่าสามีของดิฉันมีชู้ ดิฉันไม่เชื่อ และยังคงทำงานอย่างหนักด้วยความมั่นใจว่าสามีไม่มีหญิงอื่น เพราะดิฉันเคยถามสามีอย่างสุภาพ แต่เขาปฏิเสธว่า เขาไม่เคยรักใครอื่นนอกจากดิฉัน ดิฉันเชื่อมั่นในคำยืนยันของเขาและไม่สนใจสิ่งที่เพื่อนบอก

ประมาณหนึ่งเดือนก่อน ดิฉันจะต้องไปสอนการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานให้แก่ชาวบ้านเป็นเวลาสี่วัน ดิฉันบอกสามีเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งมีแพทย์อาสาจำนวนมากจากโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยมาร่วมโครงการด้วย เพราะพวกเขาอยากมาช่วยเหลือและลองพักอาศัยท่ามกลางธรรมชาติ ดังนั้น ดิฉันจึงสามารถทำงานทั้งหมดให้ลุล่วงลงได้ภายในเวลาเพียงสองวัน เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ดิฉันกลับมาถึงบ้านประมาณสี่ทุ่มและเห็นรถคันหนึ่งจอดในที่จอดรถของดิฉัน ดิฉันไม่ได้ติดใจอะไร จอดรถแล้วเข้าบ้านไป หลังจากอาบน้ำและแต่งตัวเตรียมเข้านอน ดิฉันเดินตรงไปที่ประตูห้องนอนและเปิดประตูเข้าไป ดิฉันเห็นสามีตัวเองและคู่รักของเขาอยู่ด้วยกันบนเตียงนอน ดิฉันตกใจ แต่พูดอะไรไม่ออก ดิฉันออกไปหาที่พัก พยายามนอนหลับ แต่ไม่สามารถหลับลง ได้

ในหัวของดิฉันมีแต่คำถาม ทำไมดิฉันรักทุกคน แต่ไม่มีใครรักดิฉันเลย ดิฉันอุทิศชีวิตครอบครัวให้เขาแล้วทำไมเขาถึงทำกับดิฉันแบบนี้ ดิฉันจะมีชีวิตอยู่เพื่อประโยชน์อันใด ดิฉันจะมีชิวตอยู่เพื่อใครมันไม่ยุติธรรมเลยในเมื่อดิฉันทำงานอย่างหนักเพื่อพวกเขา แต่พวกเขากลับทำให้ดิฉันเจ็บปวด

ดิฉันตัดสินใจกินยานอนหลับหนึ่งกำมือเพื่อจะไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกดิฉันไม่รู้ตัวว่าหลับไปนานแค่ไหน เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ที่โรงพยาบาล เห็นพอล แอน และเพื่อนๆ ยืนล้อมรอบ พวกเขาดีใจมากที่ดิฉันลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อดิฉันเห็นพวกเขา ดิฉันเริ่มร้องไห้แล้วพูดว่าดิฉันอยากตายทุกๆ คนจับมือดิฉันแล้วบอกว่า ดิฉันยังคงมีพวกเขา พวกเขาพาดิฉันไปที่บ้านพวกเขาและดูแลดิฉันเป็นอย่างดีจนกระทั่งดิฉันสามารถลุกขึ้นได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ดิฉันยังคงคิดว่าทุกอย่างเป็นความผิดของตัวเองที่เอาแต่ทำงานและรักคนอื่นๆ แต่ปล่อยปละคนใกล้ตัวตอนนี้ ไม่มีใครรักดิฉัน ดิฉันอยากตาย

อาตมานั่งฟังเรื่องราวของเธอเงียบๆรู้สึกทึ่งในการต่อสู้ชีวิตของเธอเพื่อตัวเธอเอง เพื่อครอบครัว และเพื่อบ้านเกิด เธอเป็นคนเก่งมากในความคิดของอาตมา คงเป็นเรื่องน่าเสียดายหากโลกนี้จะขาดผู้หญิงเก่งๆ อย่างเธอ

อาตมาพูดด้วยความเห็นใจว่า อาตมารู้สึกประทับใจมากเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้หญิงเก่งอย่างโยม

ทำไมพระคุณเจ้าจึงรู้สึกเช่นนั้นล่ะคะ เธอประหลาดใจ

เพราะโยมเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมากและเก่งมาก อาตมาอธิบาย

ยังไงหรือคะ เธอถาม

เพราะว่าโยมทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาตนเองและบ้านเกิดของโยมให้ดีขึ้นได้ อาตมาอธิบาย

ทำไมค่าตอบแทนการทำงานหนักของดิฉันจึงเจ็บปวดเพียงนี้ล่ะคะเธอถาม

ลองทบทวนคำถามนี้อย่างพินิจพิเคราะห์ใหม่อีกครั้งเถอะ ทำใจให้สงบและตอบคำถามอาตมาจากใจ อาตมาบอกเธอ

เธอตกลง ค่ะ ดิฉันจะพยายาม

เพื่อนร่วมงานทำให้โยมเป็นทุกข์หรือเปล่า อาตมาถาม

เปล่าค่ะ พวกเขาไม่ได้ทำ เธอตอบ

คนไข้ของโยมทำให้โยมเป็นทุกข์หรือเปล่า อาตมาถาม

เปล่าค่ะ พวกเขาไม่ได้ทำ เธอตอบ

ผู้คนในหมู่บ้านทำให้ใยมเป็นทุกข์หรือเปล่า อาตมาถาม

เปล่าค่ะ พวกเขาไม่ได้ทำ เธอตอบ

พอล แอน และบรรดาเพื่อนสนิทของโยมทำให้โยมเป็นทุกข์หรือเปล่า อาตมาถาม

เปล่าค่ะ พวกเขาไม่ได้ทำ พวกเขาเป็นเพื่อนแท้ผู้ซึ่งทำให้ดิฉันมีความสุข เธอตอบ

ลูกๆ ของโยมทำให้โยมเป็นทุกข์หรือเปล่า อาตมาถาม

เปล่าค่ะ พวกเขาเป็นแสงสว่างในชีวิต เป็นหัวใจและเป็นความหวังของดิฉันค่ะ เธอตอบ

แล้วใครเป็นคนทำให้โยมเป็นทุกข์ล่ะ อาตมาถาม

สามีดิฉันค่ะ เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่เป็นทุกข์

แสดงว่าเขาเป็นคนเดียวที่ทำให้ใยมเป็นทุกข์ อาตมาถามต่อ

ใช่ค่ะ เธอตอบ

เขามักทำให้โยมเป็นทุกข์อยู่บ่อยๆ หรือ อาตมายังคงถาม

ไม่ค่ะ นี่เป็นครั้งแรก เธอตอบ

อาตมาเข้าใจถึงความเจ็บปวดของโยม แต่หากโยมไม่รังเกียจอาตมาขอถามโยมอีกสักหนึ่งคำถาม อาตมาถาม

เธอตอบทันที ได้ค่ะ

ตอนนี้ โยมยังคงคิดถึงเรื่องการตาย อาตมาถาม

ใช่ค่ะ ดิฉันจะไม่เปลี่ยนใจ เพราะความเจ็บปวดของดิฉันมันฝังลึกมาก เธอตอบ

อาตมาก็เข้าใจนะ แต่หากโยมตายไป เพื่อนร่วมงานจะเป็นทุกข์ไหม อาตมาถาม

ดิฉันไม่แน่ใจค่ะ แต่คิดว่าพวกเขาคงรู้สึกเสียใจ เธอตอบ

พอล แอน และเพื่อนสนิทคนอื่นๆ ของโยมจะเป็นทุกข์ไหมอาตมาถาม

แน่นอนค่ะ ดิฉันคิดอย่างนั้น เธอตอบ

หากโยมตายไป ผู้คนในหมู่บ้านจะเป็นทุกข์ทั้งกายและใจหรือไม่อาตมาถาม

ค่ะ แน่นอน เธอตอบ

โยมอยากให้พวกเขามีความสุขและมีโยมอยู่กับพวกเขาไหมอาตมาถาม

ค่ะ เธอตอบ

หากโยมตายไป ลูกๆ ของโยมซึ่งยังเด็กอยู่มาก พวกเขาจะรู้สึกโดดเดี่ยวและเป็นทุกข์ไหม อาตมาถาม

คิมร้องไห้แทนคำตอบ

อาตมาอธิบาย คิม หากโยมตายไป คนเป็นพันๆ รวมถึงลูกๆและสามีของโยมจะเป็นทุกข์ ดังนั้น ขออาตมาถามโยมหน่อยนะ ผู้คนที่โยมช่วยเหลือ พวกเขารักหรือเกลียดโยม

เธอตอบ คนส่วนใหญ่รักดิฉัน

ดังนั้น โยมจะกล่าวว่าโยมรักทุกคนแต่ไม่มีใครรักโยม อย่างนั้นหรือ ตอนนี้ เรากำลังไตร่ตรองพิจารณาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยใจ ความตั้งใจเราพบความจริงว่าคนที่รักโยมมีจำนวนมากกว่าคนที่เกลียดโยม อาตมาสรุปอย่างนี้ถูกต้องไหม อาตมาถาม

เธอยอมรับกับข้อสรุปของอาตมาด้วยการพยักหน้าช้าๆ

อาตมาให้กำลังใจเธอ ตอนนี้โยมคงเข้าใจถึงกฎของกิริยาและปฏิกิริยาอย่างชัดแจ้ง โยมจะได้รับผลของสิ่งที่โยมกระทำ หากโยมมอบความรักแก่ผู้อื่น เขาก็จะมอบความรักตอบแก่โยม ชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนแปลง ความทุกข์มาเยือนแล้วก็จากไป ชีวิตเป็นสิ่งสวยงามและมันเป็นเรื่องวิเศษที่จะทำสิ่งดีๆต่อตนเองและผู้อื่น วันหนึ่งทุกๆ คนจะต้องตาย แต่ปล่อยให้เขาตายอย่างธรรมชาติ อย่าตัดสินใจฆ่าตัวตาย

ในที่สุดเธอกล่าวขึ้นว่า ขอบพระคุณสำหรับความเมตตาที่ชี้ทางสว่างให้แก่คนที่ตกอยู่ในความมืดมิดด้วยค่ะ ดิฉันจะไม่ลืมพระคุณของท่านตราบจนวันตาย แต่หากท่านทราบข่าวการตายของดิฉัน โปรดอภัยให้แก่ดิฉันผู้ซึ่งบ้าและดิ้อด้วยค่ะ

อาตมายินดีต้อนรับโยม หากโยมยังคงต้องการฆ่าตัวตาย

โปรดจำไว้ ที่นี่มีพระภิกษุสงฆ์ผู้เห็นค่าของโยมและหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์ที่จะต้องสูญเสียผู้หญิง ที่ทำประโยชน ์และมีเมตตาต่อคนจนทั้งหลาย อาตมาย้ำกับเธอ
เธอยืนขึ้นและกล่าวว่า ขอขอบพระคุณค่ะและลาก่อน

ห้าปีผ่านไป อาตมา ย้ายไปจำพรรษาที่ภาคใต้ของประเทศไทยอาตมาไม่ทราบข่าวจากเธอหรือเพื่อนๆ ของเธอ จนกระทั่งอาตมาได้รับนิมนต์ให้ไปบรรยายที่ศูนย์สุขภาพจิตในจังหวัดแพร่ หลังเสร็จสิ้นการบรรยาย ผู้อำนวยการของแผนกเด็กเล็กก็เดินเข้ามาหาอาตมา พร้อมกับสามี ลูกชายและลูกสาว เธอแนะนำอาตมาให้ครอบครัวเธอรู้จักว่านี่คือพระภิกษุสงฆ์ผู้ช่วยชีวิตฉัน

เธอและครอบครัวทำความเคารพอาตมาด้วยการพนมมือไหว้กลางอก

เธอพูด พระคุณเจ้าสอนให้ดิฉันระลึกได้ว่าชีวิตดิฉันมีค่าต่อครอบครัวของดิฉัน สังคม และบ้านเกิด ดังนั้น ดิฉันจึงไม่ฆ่าตัวตายและตัดสินใจที่จะมีชวตอยู่ต่อ

อาตมาถามเธอ โยมยังจำคำวา ชีวิต เป็นสิ่งที่วิเศษและสวยงามได้ไหม

เธอตอบอย่างหนักแน่นว่า คะ ดิฉันจำได้ ดิฉันมีความสุขในการใช้ชีวิตที่วิเศษและสวยงาม ดิฉันมีครอบครัวที่ดีและอบอุ่น ต้องขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูงค่ะ

อาตมาสรุป โปรดจำไว้ว่า การมีชีวิตอยู่ย่อมดีกว่าการตาย


โดย : xinyi
อีเมล์ : @@@
วันที่ : 2006-11-17 11:33:35

Comment

Comment:

Tweet

#6 By 14241 (203.113.45.4) on 2007-09-20 18:56

อ่านแล้วรู้สึกดีมากๆเลยล่ะฮับ...
ได้กำลังใจอะไรขึ้นอีกมากทีเดียวฮับ

#5 By DDP on 2006-11-29 10:47

อ่านแล้วรู้สึกดีจังค่ะ
ในขณะที่เราทุกข์เพราะคนบางคน
เรายังมีคนอีกมากมายที่รักเราเนอะ
แค่คิดถึงคนที่รักเราให้มากๆ...กำลังใจก็มาแล้วค่ะ ^^

#4 By ^K@ew^ on 2006-11-22 17:38

มาเม้นให้อ่ะค่ะ ขอบคุณค่ะที่เคยไปเม้นให้นะคะ

#3 By BIOCSES on 2006-11-21 18:09

รูปด้านบนสวยมากค่ะ

#2 By Sorry on 2006-11-20 20:06

ยาวไปหน่อยแต่ก็จะพยายามอ่านให้จบนะ สู้ตายค่ะ

#1 By 난당신만을볼거예요 on 2006-11-19 15:54